ข้าครองรักยั่งยืนนาน จำหลักวิญญาณ ด้วยดวงชีวา
ก่อกำแพงใจ กั้นไว้รายรอบอาณา
สร้างสรรค์พารา ไว้รอคอยท่า วิสิฎฐี
ไม่ยอมรักอื่นชื่นเชย อโศกเจ้าเอย โปรดจงปราณี
แล้วมามีมาร แกล้งผลาญหัวใจ
ข้ารอนแรมมา สุดหล้าฟ้าไกล
ข้านี้ ขอจัดรถทองท่องไป
รับเจ้ามาไว้ ณ วังเวียงใจ เป็นคู่เสน่หา
ข้ามีรักคู่หทัย สถิตย์อยู่ใน หว่างกลางอุรา
ข้าคอยจอมใจ หวั่นไหว ในห้วงวิญญาณ เทพไท้เทวา
พระแม่คงคง จงโปรดเห็นใจ
ไม่รู้เพื่อนๆจะจำวรรณคดีเรื่องนี้กันได้หรือเปล่า ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์นงพงา(ใช่หรึอเปล่าจ๊ะหัวหน้าชั้นหลั่น)ซึ่งนอกจากท่านจะเป็นอาจารย์ประจำชั้นมีน้องสาวสวยแล้วยังสอนวรรณคดีให้เราอีก ด้วย หลั่นบอกว่าเป็นอาจารย์อารมณ์ตาหวานเป็นผู้สอนจ๊ะ ขอโทษด้วยนะคะอาจารย์
“ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์ นี่กล่าวตามความรู้สึกของท่านที่เป็นอยู่”
มานพหนุ่มผู้ซึ่งกำลังดั้นด้นเดินทางตามหาสมเด็จพระบรมครู บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังเช่นนั้น จึงตอบสมณะผู้อาจองนั้นไปว่า
“จริงทีเดียว เป็นความจริงที่ลึกซึ้งจริงๆ ข้าแต่อาคันตุกะ ใครเป็นผู้กล่าวคำนี้หรือ?”
“ดูก่อนผู้แสวงบุณย์ ท่านอย่ากังวลถึงเลย ถ้าท่านเห็นว่าเป็นความจริงเช่นนั้น จะเป็นใครกล่าวก็เท่ากัน”
“เหตุไฉน ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเห็นเช่นนั้นเล่า? ถึงเป็นประโยคที่น้อยคำ ก็มีความจริงในเรื่องทุกข์ของข้าพเจ้าอยู่ทั้งหมด ถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้เลือกเอาพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของตนแล้ว ก็ไม่ขอเลือกคนอื่น เป็นต้องเลือกท่านผู้กล่าวถ้อยคำนี้ เป็นปฐม”
“ดูก่อนกามนิต เช่นนั้นท่านก็มีศาสดาแล้ว ท่านจงรับเอาคำสอนที่ท่านเคยได้ยินได้ฟัง มาประพฤติปฏิบัติตามเถิด”
สิ้นพระสุรเสียง พระบรมศาสดาก็ทรงวางอุเบกขานิ่งอยู่ ด้วยทรงรู้ว่าบุพกรรมของมานพหนุ่มผู้นี้ยังไม่สิ้น เพราะแม้นั่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ทั้งได้สดับอมฤตธรรมแล้ว แต่เขาก็ยังสงสัย และไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังนั่งอยู่ต่อหน้าท่านผู้ที่ตัวเองกำลังรอนแรมตามหานั่นเอง
ดูก่อนภราดา ความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์นั้นอย่างไร ได้แก่ ความเกิดมานี้เป็นทุกข์ ความที่ชีวิต ล่วงไปๆ เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความอาลัย ความคร่ำครวญ ความทนลำบาก ความเสียใจ และความคับใจ ล้วนเป็นทุกข์ ความพลัดพราก จากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์ ความประจวบ กับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ ความที่ไม่สมประสงค์เป็นทุกข์ รวมความ บรรดาลักษณะต่างๆ เพื่อความยึดถือ ผูกพัน ย่อมนำทุกข์ มาให้ทั้งนั้น" ดูก่อนภราดา นี่แหละความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์
รูป วาสิฏฐี ที่ กามนิต วาด กลายเป็นสะพานให้ทั้งสองได้พบกันเมื่อโสมทัตต์ ได้นำไปให้ เมทินี ผู้เป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกับวาสิฏฐี ซึ่งเป็นคู่รักของเขา และกามนิตได้รับ สัญญาณลับ จากวาสิฏฐี ให้เข้าไปพบนางได้ ในคำบอกเล่าของโสมทัตต์ ที่นำรูปมาคืนแก่ กามนิต ว่า "นางได้บอกว่า ข้าเจ้า (โสมทัตต์) ไม่ได้พบเมทินีคู่รักของข้าเจ้า และเป็นญาติของนางสิ้นเวลาช้านานแล้ว จะได้พบกันก็ในที่ประชุมชน ซึ่งจะโอภาปราศรัยกันได้ก็เพียงนัยน์ตา ถึงกระนั้นก็ได้แต่ชำเลืองแลดูกัน เพราะฉะนั้นนางจะจัดแจงให้ได้พบกันในคืนพรุ่งนี้ ที่บนลานในบริเวณปราสาทของบิดานาง เสียใจที่จะไปพบคืนนี้ไม่ได้เพราะบิดานางมีงานเลี้ยงแขก จะต้องทนทุกข์ทรมานไปจนถึงพรุ่งนี้ บางทีท่านต้องการไปเผชิญภัยกันบ้างก็ได้"
โอกาสมาถึงกามนิตแล้ว แต่อุปสรรคก็วิ่งแข่งคู่กันมาด้วย เมื่อท่านราชทูตส่งคนใช้มาบอกกามนิตว่า ต้องเตรียมตัวเตรียมเกวียนไปรอคอยที่ลานวังในคืนนั้นทีเดียว เพื่อจะได้ออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ กามนิตต้องรีบไปโกหกท่านราชทูตว่าเกิดมีธุระสำคัญโดยไม่ได้นึกคาด ซึ่งหวังว่าจะได้โชคกำไรอย่างงดงามที่สุด ขอเวลากลับให้ยืดไปหนึ่งวันและในใจของกามนิต คิดว่าเขามิได้โกหกท่านราชทูต เพราะโชคกำไรสำหรับเขาจะไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าที่จะได้ ชัยชนะต่อนางผู้หาที่เปรียบมิได้ ในที่สุดท่านราชทูตยอมเลื่อนวันกลับออกไปอีกวันหนึ่ง กามนิตใช้เวลาทั้งวันของวันรุ่งขึ้นเตรียมสิ่งของขึ้นบรรทุกเกวียนเสียให้เสร็จแล้วให้เอาเกวียนไปรอที่ลานวัง ส่วนโคก็ให้เข้าเครื่องไว้ เมื่อเขากลับมาถึงในเวลาเช้าตรู่ก็จะได้เอาโคเข้าเทียมเคลื่อนที่ได้ทันที ตกกลางคืน กามนิต กับโสมทัตต์ นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีเข็มขัดคาดรัดกุม มือถือดาบมุ่งไปยังปราสาทอันมโหฬารของนายช่างทอง ที่ตรงนั้นอยู่เชิงเขาข้างล่างในซอกเขาลึกมาก ถัดสูงขึ้นไปคือลานที่จะลอบขึ้นไป ใช้ลำไม้ไผ่ที่เตรียมมาด้วย พาดโยนตัวขึ้นไปได้ พ้นกำแพงเข้าไปถึงลานกว้างใหญ่ประดับประดาด้วยต้นปาล์มและต้นอโศก ขนัดด้วยต้นไม้ดอกต่าง ๆ ซึ่งในขณะนั้นต้องแสงเดือนแลดูเห็นขาวเป็นทาง ๆ โสมทัตต์ตรงรี่เข้าไปหาคู่ของเขาที่นั่งเคียงข้างกันบนม้ายาวกับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ที่กามนิตรู้สึกว่า ดูดั่ง พระลักษมี เสด็จลงมาจากสวรรค์ นางคู่รักลุกขึ้นมาต้อนรับ ส่วน นางผู้หาที่เปรียบมิได้ของกามนิต เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาหาก็ลุกขึ้นทำกิริยารวนเรว่า นางควรจะอยู่ที่นั่นหรือควรจะไปเสีย ดวงตาดูราวกับ ตากวางเมื่อตกใจ เหลือบชม้ายดูกามนิตไม่หยุด สังเกตเห็นกิริยาสะทกสะท้านของกามนิต ก็ค่อยสงบความรวนเร ทรุดลงนั่งบนม้าพร้อมกับยกหัตถ์ดั่งดอกบัวขึ้นน้อย ๆ ชี้ตรงไปที่ข้างนางนั่ง เชิญให้กามนิตนั่ง แล้วกล่าววาจาด้วยเสียงอันอ่อนหวานว่า นางมีความพอใจที่สามารถได้แสดงความขอบใจที่กามนิตได้โยนลูกคลีกลับขึ้นไปให้ได้อย่างชำนาญมาก โดยนางไม่จำเป็นต้องหยุดเล่นกลางคัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นบุณย์กุศลที่นางจะได้จากการเล่นถวายก็จะไม่ได้ ซ้ำเทวีที่เคารพ ก็จะทรงพิโรธด้วย เวลาที่ผ่านไป เมื่อกามนิตหายอุธัจแล้ว ก็พล่อยปากแสดงความรักใหญ่ ได้บอกว่าในวันแรกที่ได้เห็น ดวงใจร้าวด้วยต้องศรดอกไม้ของกามเทพแฝงมาดั่งห่าฝน กามนิตเชื่อว่า ทั้งสองคงมีบุพเพสันนิวาสด้วยกันมาในชาติก่อน ความรู้สึกแต่วันแรกที่พบกันจึ่งเป็นได้ถึงเพียงนี้ กามนิตกล่าววาจาแสดงความรักด้วยชะล่าใจเสียยกใหญ่ จนที่สุดวาสิฏฐีใจอ่อนซบหน้าลงร้องไห้อยู่กับอกของเขา ออกวาจากระอ้อมกระแอ้มฟังไม่ได้ชัด แต่เป็นกิริยารับรักกามนิต และยอมรับว่ามีความรักตั้งแต่วันที่ได้พบกัน ทั้งนี้ หากเมทินีไม่นำรูปที่กามนิตวาดมาให้ดูทันกัน ป่านนี้นางคงจะสิ้นใจตายด้วยความรักเสียแล้ว ทั้งสองพร่ำแสดงความรักกันโดยมิรู้เบื่อ รู้สึกว่าแทบจะสุดสวาทขาดใจลงไปด้วยความรักซึ่งมีอยู่แก่กัน เมื่อกามนิตบอกเรื่องที่จะต้องจากกันในวันรุ่งขึ้นก็ใจหาย คล้าย ๆ กับว่ามีเงามืดเข้ามากั้นขวางความสุขของพวกเขา วาสิฏฐีร้องไห้สะอื้นมิหยุด กามนิตพยายามเล้าโลมใจให้คลายความโทมนัสสักเท่าไรก็ไม่บรรเทา ความอาลัยอาวรณ์ที่ไม่จางสลาย กามนิตรับปากวาสิฏฐีจะยังไม่จากไป และเมื่อกลับถึงกองเกวียนก็ได้แจ้งท่านราชทูตว่าจะยังไม่เดินทางกลับกรุงอุชเชนีพร้อมท่าน ท่านราชทูตโกรธมากแต่มิอาจบังคับให้กามนิตร่วมกองเกวียนราชทูตกลับไปได้ ได้แต่อธิบายถึงภัยอันตรายต่าง ๆ อย่างน่ากลัวในระหว่างทางที่จะไป และเตือนสติว่าบิดามารดาตัดใจให้กามนิตมาเมืองนี้ก็เพราะเชื่อว่าจะได้รับความคุ้มครองจากท่านราชทูตทั้งมาและไป กามนิตเล่าถวายพระตถาคตในสำนึกว่ามิใช่ความผิดของท่านราชทูต และในภายหลังตัวเขาก็ได้รับผลอย่างเจ็บแสบเป็นที่สุดเพราะด้วยความหัวดื้อนี้
กามนิต กับโสมทัตต์ได้ไปหาคู่รักทุกคืน ยิ่งนับคืนที่ กามนิต กับ วาสิฏฐี ผู้ประสบขุมทรัพย์ใหม่ ๆ อันเกิดต่อ ความร่วมรัก ของพวกเขา ยิ่งทวีความที่อยากพบกันมากขึ้นทุกที ดวงจันทร์ฉายแสงดูยิ่งสว่าง หินอ่อนที่มีอยู่รู้สึกว่ายิ่งเย็นชื่นใจ กลิ่นดอกมะลิซ้อนหอมเย็นยิ่งขึ้น เสียงนกโกกิลายิ่งโหยหวน เสียงลมพัดถูกก้านปาล์มทำให้วังเวงมากขึ้น ตลอดจน กิ่งอโศกที่แกว่งไกว ก็มีเสียงดูดั่งกระซิบกระซาบกัน สิ่งเหล่านั้นเห็นจะไม่มีเหมือนแล้วตลอดโลก ต้นอโศกเรียงกันเป็นแถวตลอดไปตามความยาวของลาน และใต้ต้นอโศกเหล่านั้นเป็นที่ทั้งสองได้ประคองพากันเดินเล่น และให้สมญาลานนั้นว่า "ลานอโศก" เพราะต้นไม้ชนิดนี้กวีให้ชื่อว่า "อโศก" หรือบางทีก็เรียกว่า "สุขฤทัย" กามนิตบอกว่าไม่เคยเห็นอโศกในที่ไหนใหญ่โตงดงามเหมือนกับที่มีอยู่บนลานนั้น ใบซึ่งคอยสั่นไหวอยู่เสมอเห็นเป็น เลื่อมพรายเงิน เมื่อต้องแสงจันทร์ และ เมื่อลมโชยมาก็มีเสียงปานว่า หนุ่มสาวกระซิบกัน เวลานั้นแม้จะย่างเข้า วสันตฤดู คงยัง แตกดอกออกช่อ เป็น สีแดงบ้าง เหลืองบ้าง แก่อ่อนสลับกันไป
คืนอันน่าพิศวงคืนหนึ่ง พระจันทร์กำลังเต็มดวง กามนิตยืนอยู่ ใต้ต้นอโศก กับวาสิฏฐี ถัดออกไปทางหุบเขาซึ่งมืดครึ้มด้วยเงาไม้ ทั้งสองมองชมภูมิประเทศที่เลยพ้นออกไปจนสุดสายตา เห็นแม่น้ำสองสายไหลคดเคี้ยวขนานกันไป ดูดั่งแถบเงินอันอร่าม แผ่ไปบนที่ราบ แล้วก็ไปประจบกันตรงที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "จุฬาตรีคูณ" เพราะเชื่อว่า "แม่คงคาแดนสวรรค์" ลงมาร่วมกับแม่น้ำทั้งสองที่ตรงนี้ อันว่าทางช้างเผือก ที่เห็นเป็นทางขาวในท้องฟ้าที่ในเมืองนั้น เขาเรียกกันว่า "สวรรค์คงคา" วาสิฏฐียกมือขึ้นชี้ไป ณ ที่เห็นเป็นทางสว่างขาวอยู่เหนือยอดไม้ เมื่อพูดถึงแม่น้ำคงคา ก็นึกถึงต้นน้ำที่ไหลมาจาก มหาบรรพตหิมพานต์ ที่มียอดปกคลุ่มด้วยหิมะเป็นนิตย์ ย่อมเป็นที่สถิตของทวยเทพ ตามป่าใหญ่และเหวลึกของ หิมพานต์ ก็ได้เป็นที่บำเพ็ญพรตของ เหล่ามุนี ส่วนแม่น้ำยมุนา มีแนวไหลผ่าน กุรุเกษตรทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสนามรบที่พวก ปาณฑพ กับพวก เการพ ทำสงครามกัน กามนิตรู้สึกอิจฉาท่านราชทูตที่เป็นผู้อยู่ในวรรณกษัตริย์ และได้เคยเล่าว่าบรรพบุรุษของท่านได้เข้าร่วมกระทำสงครามในคราวนั้นด้วย แต่ปลงว่าแม้เขาเป็นบุตรพาณิชยไวศยวรรณ ก็มิใช่จะละเลยต่อวิชานักรบเสียทีเดียว ได้เคยฝึกหัดชำนิชำนาญมาเหมือนกัน ถ้ามีดาบอยู่ในมือก็ย่อมสู้ใคร ๆ ได้ทั้งนั้นไม่ถอยหนี วาสิฏฐียกย่องว่ากามนิตเป็นวีรบุรุษของนาง และว่า ที่จริงกามนิตอาจได้เกิดเป็น วีรบุรุษ แล้วด้วยคนหนึ่ง ครั้ง มหาภารตยุทธ์ แต่จะเป็นวีรบุรุษคนไหนจะระลึกยังไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถได้กลิ่นดอกหอมแห่งต้นประวาลพฤกษ์ (ในแดนสวรรค์) เหตุด้วย กลิ่นดอกอโศกฟุ้งตลบ กลบเสียหมด ต้นประวาลพฤกษ์ ( หรือต้นปาริชาติ ) มีดอกสีแดงเข้ม ใครได้กลิ่น ดอกประวาลพฤกษ์ แล้วจะระลึกชาติที่ล่วงไปแล้วนมนานได้ทุกชนิด วาสิฏฐีบอกว่า "แต่ก็มีฤาษีเท่านั้นที่สามารถได้สูดกลิ่นหอมในมนุษยโลก แต่เราทั้งสองคนคงจะไม่ได้เป็นฤาษี ช่างเถิดถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่ พระนล และ นางทมยันตี เราก็เชื่อแน่ว่าเราทั้งสองย่อมมีความรักไม่แพ้ท่านทั้งสอง" วาสิฏฐียกมือขึ้นบูชาต้นอโศกซึ่งกำลังมีดอกออกช่อไสวตรงหน้า แล้วกล่าวคำดั่งที่ นางทมยันตี เคยกล่าวเมื่อระหกระเหินรับความวิโยคเที่ยวตามหา พระนล อยู่ในกลางป่า ได้ร้องถามต้นอโศก (จากพระราชนิพนธ์พระนลคำหลวง ) ว่า
จบคำกล่าวของทมยันตีแล้ว วาสิฏฐีเงยหน้าดูกามนิตด้วยสายตาอันอ่อนหวานที่เต็มไปด้วยพิศวาส มีหยาดน้ำตาที่ต้องแสงพระจันทร์ ดูใสเหมือนแก้ววิเชียร และพูดด้วยกระแสสั่นต่อไปว่า "เมื่อเธอจากไปและอยู่ห่างไกลจากที่นี่ ขอให้ระลึกภาพความสุขของเราซึ่งมีอยู่ในขณะนี้ แล้วจงนึกว่าฉันยืนอยู่ที่ตรงนี้ กำลังไต่ถามข่าวคราวจากต้นอโศก ผิดกันแต่ฉันไม่ได้บอกชื่อแก่ต้นอโศกว่า พระนล แต่บอกชื่อว่า กามนิต"
อ่านกี่ครั้งก็ประทับใจ ทำให้ต้องติดตามไปหาพระนลคำหลวงมาอ่านอีก ส่วนเนื้อเพลงอโศกแดนใจนั้นเราได้ยินแม่ร้องตั้งแต่อยู่ป4 ก็ยิ่งทำให้สนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ตอนนี้วรรณคดีเรื่องนี้อายุ101ปีแล้วนะ เอาเป็นว่าสรุปดีกว่า..
คงจะจบแค่นี้ก่อนนะ มีเนื้อเพลงปาริชาติมาฝากเพื่อย้อนความทรงจำ เผื่อจะได้ระลึกชาติได้บ้าง
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน
หอมปาริชาติสวรรค์กลิ่นเจ้าเท่านั้น




